รู้จักแสง UVA , UVB อันตรายการจากแสงแดด และภัยเงียบจาก Blue light

           แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า และยามเย็น ช่วยให้ร่างกายของเราสังเคราะห์วิตามินดี  ที่ดีต่อกระดูกและฟัน รวมไปถึงฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ทำให้อารมณ์สดชื่นแจ่มใส แต่ รู้หรือไม่ว่า แสงแดดนั้นมีความร้ายกาจซ่อนอยู่ ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณมากเกินไป ก็จะเป็นตัวการทำลายผิวสวย ๆ ของเรา  ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ความหย่อนคล้อยก่อนวัย และยังมีความเสี่ยงที่เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

             แสงแดด ประกอบไปด้วยรังสีและแสงหลายชนิด แตกต่างกันตามความยาวของคลื่น ได้แก่ แสงอินฟราเรด (Infrared)  แสงที่มองเห็น  (Visible light) รวมถึง แสงที่มองไม่เห็น (Invisible Light) เช่น Ultraviolet (อัลตราไวโอเลต) หรือ คุ้นหูกันดีในชื่อ UV (ยูวี) เป็นรังสีที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์  ซึ่งต่อให้ไม่เห็นแสงแดด แต่ก็อาจโดนรังสี UV ทำร้ายได้  โดยรังสี UV ถูกแบ่งตามความยาวคลื่นออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ รังสี UVC (ยูวีซี)  มีความยาวคลื่น 200-280 nm แต่ถูกกรองไว้โดยชั้นโอโซน จึงไม่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศของโลกลงมาได้ ส่วนรังสีที่เราต้องระวังและเป็นอันตรายต่อผิวสุด ๆ นั่นคือรังสี UVA (ยูวีเอ) และ UVB (ยูวีบี)  ซึ่งคงคุ้นเคยชื่อเหล่านี้กันดีอยู่แล้ว แต่เชื่อว่ายังมีหลายคนที่ไม่เข้าใจความหมายดีนัก วันนี้เราจึงอยากพามารู้จักถึงความแตกต่างของรังสีทั้งสองชนิดนี้กันดีกว่า 

UVA  หรือ  Ultraviolet A เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 320-400 nm  โดยในแสงแดดจะมีรังสีชนิดดังกล่าวมากถึง 95% ทีเดียว ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งปี และมีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แม้ในวันที่ฝนกำลังจะตก เมฆครึ้ม แดดก็ไม่มี ที่สำคัญ รังสี UVA ยังสามารถทะลุผ่านกระจกและหน้าต่างได้  ดังนั้นแม้เราจะหลบอยู่ในบ้าน ทำงานอยู่ในตึก ก็ไม่รอดพ้นรังสีชนิดนี้  และรังสี UVA  ยังเจาะลึกลงถึงผิวชั้นหนังแท้ (Demis) ของเรา ที่ร้ายกาจ คือ สามารถไปกดภูมิต้านทานของผิวหนัง ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถปกป้องผิวจากการเกิดและแพร่กระจายของมะเร็งผิวหนังได้  นอกเหนือจากเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพแล้ว รังสี UVA  เป็นศัตรูตัวร้ายกับผิวสวย ๆ ของเรา เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ  ผิวแก่ก่อนวัย รอยเหี่ยวย่น รวมถึงหากได้รับเป็นเวลานาน ๆ ก็จะส่งผลเสียเรื้อรัง เช่น ฝ้า ซึ่งรักษาได้ยาก ! โดยรังสี UVA นี้ มีหลักในการจำง่าย ๆ ว่ามักมาพร้อมปัญหาเกี่ยวกับ “Aging” นั่นเอง

UVB (ยูวีบี) หรือ  Ultraviolet B  เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 290-320 nm  และมีประมาณ 5% ในแสงอาทิตย์เท่านั้น โดยเป็นรังสีที่ผันผวนได้ตลอดทั้งวัน และจะเข้มสูงสุดในช่วง 10.00-16.00 น. รังสีชนิดนี้จะไม่สามารถทะลุกระจกเข้ามาได้ แต่แม้ว่า UVB  จะไม่ได้ทำร้ายผิวหนังของเราได้ลึกแบบ UVA แต่สามารถสร้างอนุมูลอิสระในทุกระดับของผิวชั้นหนังกำพร้า รวมทั้งรังสี UVB นี้ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวไหม้แดด (Sunburn) แสบ แดง รวมทั้งเป็นฝ้า กระ และกระตุ้นการสร้างเมลานินใหม่ ที่มีสีน้ำตาลดำ ทำให้ผิวหมองคล้ำ ซึ่งถ้าได้รับปริมาณมากก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน โดยรังสี UVB มีหลักในการจำง่าย ๆ ว่ามักมาพร้อมปัญหา “Burning”

            ขอแถมอีกภัยเงียบที่หลายคนมักมองข้าม นั่นคือ   Blue light (บลู ไลท์) หรือ “แสงสีฟ้า” เป็นคลื่นแสงพลังงานสูงใกล้เคียงกับแสง UV และถูกจัดอยู่ในกลุ่มแสงที่มองเห็น (Visible light)  หลายคนอาจคิดว่า มีที่มาจากเพียงแค่หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ้ต มือถือ แท็บเล็ต  ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “แสงสีฟ้า” ยังมีอยู่ในแสงแดดด้วย เพราะโดยปกติแสงสีขาวจากดวงอาทิตย์ จะแยกเป็นสเปกตรัมทั้งหมด 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ซึ่ง “แสงสีฟ้า”  นั้นอยู่ระหว่างสีครามกับสีน้ำเงิน มีความยาวคลื่นระหว่าง 400-500 นาโนเมตร แต่ด้วยไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน ที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับหน้าคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง แม้ “แสงสีฟ้า” จากอุปกรณ์เหล่านี้จะไม่รุนแรงเท่าที่มาจากแสงอาทิตย์ แต่การสัมผัสเป็นประจำนาน ๆ ก็อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้เช่นกัน  ทั้งเป็นอันตรายต่อดวงตา และทำลายผิวสวย ๆ ของเรา ด้วยการไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้เกิดความหมองคล้ำ รอยอักเสบของผิว  ฝ้า กระ และจุดด่างดำต่าง ๆ รวมทั้งทำให้เกราะป้องกันผิวของอ่อนแอลง สีผิวไม่สม่ำเสมอทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังไปรบกวนการทำงานของ ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin)  ซึ่งจะทำให้เรานอนหลับไม่สนิท ส่งผลเสียทางอ้อมกับความผิวของเราได้ แม้ในห้องนอนของเราที่คิดว่าปลอดภัย ก็สามารถเผชิญกับ “แสงสีฟ้า” นี้ได้ตลอดเวลา เจอกันตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนยันเข้านอน ยิ่งกว่าเพื่อนซี้ !  เป็นภัยเงียบตัวอันตรายจริง ๆ!

ดังนั้นการปกป้องตัวเองจากแสงแดด และการทาครีมกันแดดอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากและควรทำเป็นประจำ ครีมกันแดด Cielo Blue Light Sunscreen SPF50 PA+++  ปกป้องผิวจากรังสี UVA UVB และแสงสีฟ้า ซึ่งจากการสังเกตพบว่าคนที่ปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเหมาะสม จะทำให้ดูอ่อนวัยกว่าคนไม่ชอบปกป้องผิวจากแสงแดด 5 – 7 ปี เป็นอย่างน้อย เลยทีเดียว !

Previous
Next
ช่องทางการสั่งซื้อ
0
    0
    Your Cart
    Your cart is emptyReturn to Shop