รู้จักค่า SPF และ PA ในครีมกันแดด ช่วยปกป้องผิวสวยอย่างถูกวิธี

         ทุกครั้งที่หยิบผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยเฉพาะในกลุ่ม ครีมกันแดดทาหน้า ปกป้องแสงแดด ทุกคนคงเห็นค่า SPF (เอสพีเอฟ) และ PA (พีเอ) ที่ระบุไว้ชัดเจนบนฉลาก แถมในแต่ผลิตภัณฑ์ก็มีค่า SPF และ PA ไม่เท่ากันไปอีก เห็นแบบนี้เคยสงสัยกันไหมว่า ทั้งสองค่านี้คืออะไร? สำคัญและต้องใส่ใจในการเลือกแค่ไหน จะเลือกเพียงแค่ ครีมกันแดด  ที่มี SPF แต่ไม่มี PA ได้มั้ย  หรือจะเลือก SPF และ PA  ที่มีค่ามากน้อยเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับผิวของเราดี  วันนี้เรามีคำตอบมาไขสารพันคำถามเหล่านี้ให้กับทุกคนกันแบบเจาะลึก  ซึ่งก่อนอื่นอยากชวนมาทำความรู้จัก SPF และ PA กันก่อน บอกเลยว่าทั้งสองตัวนี้เป็นค่าในการปกป้องผิวจากรังสีจากแสงแดด แต่มีคุณสมบัติในการป้องกันแตกต่างกัน 

           สำหรับ SPF หรือ Sun Protection Factor  หมายถึงค่าการป้องกันแสงแดด มีหน้าที่ในการปกป้องจากรังสี UVB (ยูวีบี)  และที่เห็นตัวเลขต่อท้ายคำว่า SPF  นั้น เราสามารถนำมาคิดคำนวณระยะเวลาเป็นนาที  ในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ เช่น หากหน้าฉลากระบุว่ามีค่า  “SPF 50” นั่นหมายถึง ครีมกันแดด ตัวนั้น สามารถป้องกันผิวของเราจากรังสี UVB ได้มากกว่าปกติจากเดิม 50 เท่า  พูดง่าย ๆ คือ ทำให้เราอยู่กลางแดดได้นานขึ้นกว่าเดิม 50 เท่า โดยที่ผิวไม่หมองคล้ำ

           วิธีการคำนวณหาระยะเวลาที่เราจะอยู่กลางแดดได้นานขึ้นหลังจากทาครีมกันแดดก็แสนง่าย  โดยให้คิดจากเวลาที่ผิวของเราทนทานต่อแสงแดดได้ เช่น ปกติเราสามารถตากแดดได้นาน 15 นาที ผิวจะเริ่มไหม้แสบแดง และเมื่อทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 ลงไปบนผิว ก็ให้นำเวลา 15 นาที ที่ผิวของเราทนแสงแดดได้นั้น มาคูณกับค่า SPF 50 เท่า ก็จะได้เวลา 750 นาที  (15 x 50 = 750) หรือประมาณ 12 ชั่วโมง 30 นาที เลยทีเดียว ซึ่งหากต้องอยู่กลางแดดนาน ๆ  ก็ควรทาครีมกันแดดป้องกันไว้ อย่าไปเสียดาย

           สำหรับค่า SPF 20 นั้นป้องกันรังสี UVB ได้ 95% , ค่า SPF 30 ป้องกันได้ 96.7% , SPF 40 ป้องกันได้97.5% , SPF 50 ป้องกันได้ 98% และ SPF 50+ สามารถป้องกันได้มากกว่า 98% แต่ในเมืองไทยอนุญาตให้ระบุค่า SPF ใน ครีมกันแดด ได้ไม่เกิน 50 และสำหรับแดดในเมืองไทยที่เร่าร้อนสุดพลัง ขอแนะนำให้เลือก ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF มากกว่า 30 ขึ้นไป แต่มีข้อควรระวังนิดนึง ที่อยากแอบกระซิบ คือผิวหนังของคนเรามีสภาพแตกต่างกันไป เช่น คนผิวขาวตากแดดไปเพียง 10 นาที ผิวก็จะเริ่มแดง แสบ แต่คนผิวสีเข้มอาจใช้เวลาตากแดดนานถึง 30 นาทีผิวถึงเริ่มแดง เป็นต้น นั่นหมายความว่าการปกป้องผิวตอนอยู่กลางแดดของแต่ละคนจึงนานไม่เท่ากัน  แม้จะทา ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF เหมือนกันก็ตาม แต่ทุกคนไปยืนรับแสงอาทิตย์นานเหมือนกับเพื่อนไม่ได้ !  เช็คสภาพผิวของตัวเองให้ดีก่อนเลือกครีมกันแดดด้วย เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแดดสูงสุด

          ส่วน PA หรือ  Protection grade of UVA เป็นค่าการปกป้องจากรังสี UVA (ยูวีเอ) ส่วนจะปกป้องได้มากแค่ไหน ให้ดูที่ + หลัง PA ซึ่งค่า PA ริเริ่มโดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 2006  โดยมีหลักการดังนี้ PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA เริ่มต้น , PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA กลาง , PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง และ PA++++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด สำหรับแดดในเมืองไทย แนะนำให้เลือก ครีมกันแดด PA ที่มีค่าตั้งแต่ 3+ ขึ้นไป

เชื่อว่าหากใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะเข้าใจค่า SPF และ PA รวมถึงคุณสมบัติและความสำคัญของค่าเหล่านี้กันลึกซึ้งขึ้นแล้ว  ดังนั้น การเลือกใช้ครีมกันแดดดีที่สุด อย่าลืมมองหาที่มีทั้งค่า SPF และ PA  ซึ่งจะช่วยป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB  แต่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กวนใจหลายคนเลย คือ เมื่อใช้ ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF หรือ PA สูงๆ มักเจอความเหนียวเหนอะหนะ  ไม่สบายผิวเอาซะเลย ยิ่งคนผิวแพ้ง่ายก็ยิ่งเจอปัญหาการระคายเคืองผิว อาจทำให้อุดตัน สิวบุก อดโชว์ผิวหน้าสวย ๆ กันไปอีกนาน แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่กวนใจทุกคนอีกต่อไป เพราะ ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า “Cielo Blue Light Sunscreen (เซียโล่ บลู ไลท์ ซันสกรีน)” ที่มี  SPF 50 และ PA+++ สามารถปกป้องผิวสวย ๆ จากรังสี UVA , UVB และแสงสีฟ้า (Blue light)  รวมถึงฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ เกลี่ยง่าย และซึมซับเข้าสู่ผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญคือไม่อุดตัน และยังช่วยควบคุมความมัน กันน้ำ และกันเหงื่อด้วย

ช่องทางการสั่งซื้อ

บทความอื่นๆ

No more posts to show
0
    0
    Your Cart
    Your cart is emptyReturn to Shop